ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ค้นหา

แนวทางการวิจัย: การค้นพบ การพัฒนา และการประยุกต์ใช้

เราเชื่อว่าความฉลาดของมนุษย์และการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีบทบาทสำคัญต่อการจัดหาเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคต้องการด้วยความปลอดภัย ทั้งต่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ เอ็กซอนโมบิล จึงตั้งอยู่บนรากฐานวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรามีนักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกกว่า 2,200 คน และพนักงานราว 5,000 คนที่ทำงานอยู่ในแผนกวิจัยและเทคโนโลยีของเราทั่วโลก แต่ละปี เราลงทุนราว 1 พันล้านดอลลาร์กับโครงการการค้นคว้าวิจัยต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจของเรา และส่งผลกระทบทางบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการดำเนินการวิจัยและพัฒนา เอ็กซอนโมบิลอาศัยทั้งหน่วยงานภายในองค์กร โครงการความร่วมมือต่างๆ และอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมไปถึงให้เงินทุนสนับสนุนโครงการวิจัยทางวิชาการต่างๆ และการวิจัยขององค์กรที่ไม่ใช่ภาคราชการ โครงการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดนี้ ทำให้เอ็กซอนโมบิลได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 100 อันดับบริษัทผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลก ประจำปี พ.ศ. 2558 จาก Thompson Reuters สำหรับการเป็นผู้นำด้านจำนวนรวมของสิทธิบัตรที่ได้รับ อัตราการจดสิทธิบัตรสำเร็จ ความครอบคลุมทั่วโลก และอิทธิพลของสิ่งประดิษฐ์

ในปี พ.ศ. 2550 เอ็กซอนโมบิลได้เริ่มจัดทำรายงานไวท์เปเปอร์เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ๆ กระบวนการนี้จะช่วยให้บริษัทเข้าใจ และสามารถประเมินความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์ และนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เอ็กซอนโมบิลได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหน่วยงานภายในองค์กรมาร่วมกันจัดทำรายงานในหัวข้อต่างๆ ตั้งแต่ เชื้อเพลิงชีวภาพ ไปจนถึง นาโนเทคโนโลยี ในระหว่างการจัดทำรายงาน เอ็กซอนโมบิลอาจพิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะแก่การลงทุนในอนาคต

ทั้งนี้ เอ็กซอนโมบิลใช้แนวทางการบริหารจัดการที่สอดคล้องกันตลอดกระบวนการ ตั้งแต่เทคโนโลยียังเป็นเพียงแค่แนวคิด จนกระทั่งได้รับการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมและนำไปประยุกต์ใช้จริง

ก่อนการลงทุนในเทคโนโลยี จะต้องมีการประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิคโดยใช้กระบวนการการวิจัยและการพัฒนา โดยฝ่ายวิจัยของเอ็กซอนโมบิล จะปฏิบัติตามระบบบริหารจัดการงานวิจัยแบบสเตจเกท ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยีในระยะแรก ไปจนถึงขั้นการนำไปใช้งานจริง นักวิจัยจะทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจในการประเมินประโยชน์ของเทคโนโลยี กำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาสำหรับการวิจัยและการพัฒนา การประเมินโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ และการอนุมัติให้ทุนโครงการ

ระยะเวลาสิ้นสุดโครงการเหล่านี้มีความไม่แน่นอน ตัวอย่างเช่น เราเริ่มประเมินระบบการตรวจจับก๊าซระยะไกลในปี พ.ศ. 2550 นักวิจัยที่ ExxonMobil Research Qatar (EMRQ) พิจารณาถึงความเป็นไปได้ทางเทคนิคในปี พ.ศ. 2553 ในปี พ.ศ. 2554 EMRQ ร่วมมือกับ Louisiana State University Fire School เพื่อดำเนินการทดสอบภาคสนาม ในปี พ.ศ. 2557 ExxonMobil Upstream Research Company จึงได้รับใบอนุญาตสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์ สำหรับระบบตรวจจับก๊าซระยะไกล InteliRed ที่พัฒนาร่วมกับ Providence Photonics, LLC

เทคโนโลยีบางตัวอาจต้องใช้ระยะเวลานานในการพัฒนา เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว นักวิจัยของเอ็กซอนโมบิลได้ตั้งสมมติฐานว่า การแช่แข็งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากแหล่งกักเก็บก๊าซธรรมชาติใต้ดิน อาจเป็นวิธีการแยกก๊าซที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน สมมติฐานดังกล่าวได้ถูกพิสูจน์แล้วโดย ExxonMobil Upstream Research Company ได้ทดสอบการใช้เทคโนโลยี Controlled Freeze Zone™ (CFZ™) ที่ ศูนย์สาธิตการใช้เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ (Commercial Demonstration Plant) ในโรงผลิตก๊าซที่ลาบาร์จ รัฐไวโอมิง โดยสามารถนำก๊าซธรรมชาติที่มีส่วนประกอบของไฮโดรเจนซัลไฟด์สูง มาผ่านกระบวนการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ได้สำเร็จ จากนั้น จึงอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีแรงดันสูง เพื่อนำไปกับเก็บไว้ใต้ดิน (Carbon dioxide sequestration) หรืออัดลงในหลุมน้ำมันเพื่อเพิ่มอัตราการผลิตน้ำมัน (Enhanced oil recovery) จากความสำเร็จดังกล่าว เทคโนโลยี CFZ™ จึงพร้อมนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว

ปิด